1. วันนี้เมื่อ 26 มีนาคม 1958 สหรัฐอเมริกาได้ส่งดาวเทียม Explorer 3 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Explorer1 ที่เป็นดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐฯ ขึ้นไปโคจรในอวกาศ ที่แหลม anaveral Air Force Station, Florida เวลา 17:31:00 UTC

Explorer 3 หายไปจากวงโคจรเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2501 หลังจากผ่านไป 93 วัน ข้อมูลจาก Explorer 3 และ Explorer 1 นำไปสู่การค้นพบแถบรังสี Van Allen ที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ ฝรั่งเรียกว่า the Van Allen radiation belts คือการแผ่รังสีแบบสายพาน 555 จะตรงตัวไปไหม ศึกษาและค้นพบโดย เจมส์แวนอัลเลนที่มหาวิทยาลัยไอโอวา จึงตั้งชื่อตามเขา

ขยายความเกี่ยวกับแถบรังสีแวนอัลเลนหน่อย แถบแวนอัลเลนเกิดขึ้นเพราะโลกมีสนามแม่เหล็กคอยตักจับเบี่ยงเบนและป้องกันรังสีและอนุภาคพลังงานสูง ทั้งที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์และจากแหล่งกำเนิดอื่นจากนอกโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรง เพราะขีดจำกัดของมนุษย์เราจะทนต่อรังสีเหล่านี้ได้อยู่ที่ 300 RADS ต่อ 1 ชั่วโมงเท่านั้น สนามแม่เหล็กของโลกเราจะกักอนุภาคพลังงานสูงเหล่านี้ซึ่งเป็นอิเล็กตรอนหรือนิวเคลียสของธาตุต่างๆ อนุภาคที่ถูกกักไว้จะวิ่งตีเกลียวไปตามเส้นแรงแม่เหล็กกลับไปกลับมาระหว่างขั้วเหนือและขั้วใต้ตลอดเวลาเกิดเป็นแถบรังสีรอบโลกลักษณะคล้ายรูปร่างโดนัทที่มีโลกอยู่ตรงกลาง

ในรูปจะเห็นว่าแถบรังสีแวนอัลเลนจะมีอยู่ 2 วงระดับความสูงจากโลกต่างกันและมีช่องว่างระหว่างชั้นอยู่ จริงอยู่ที่แถบรังสีแวนอัลเลนจะเป็นตัวป้องกันไม่ให้รังสีและอนุภาคพลังงานสูงต่างๆเหล่านั้นเข้ามาทำลายสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ แต่ภายในแถบรังสีแวนอัลเลนนี้ก็เต็มไปด้วยอนุภาคประจุไฟฟ้าจำนวนมากจึงเป็นอันตรายต่อดาวเทียม ยานอวกาศ และมนุษย์อวกาศที่ต้องผ่านดงอนุภาคนี้ เราจึงใช้ช่องว่างของแถบรังสีแวนอัลเลนในการวางตำแหน่งวงโคจรของดาวเทียมบางประเภท เช่น ดาวเทียมวงโคจรปานกลาง ดาวเทียมในระบบจีพีเอส สถานีอวกาศที่มีมนุษย์ขึ้นไปประจำอยู่ที่ความสูงประมาณ 230 ไมล์ซึ่งไม่อยู่ในแถบรังสีแวนอัลเลน (ความจริงไม่ถึงกับปลอดรังสีเสียทีเดียว เพียงแต่มีรังสีน้อยกว่าส่วนอื่นมาก) ดังภาพด้านล่าง

ส่วน Van Allen Probe-A และ B เป็นอุปกรณ์ที่นักวิทยาศาสตร์นำขึ้นไปศึกษาเกี่ยวกับแถบรังสีแวนอัลเลนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น